บทที่ 2  ความเชื่อเป็นที่ตั้ง

 

                “เมี้ยว  เมี้ยว”  เสียงของแมวดังระงมไปทั่วทั้งห้อง  เด็กหนุ่มกำลังตามหาต้นเสียงอยู่  วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เรื่องแปลกประหลาดเล็ก ๆ  ได้โผล่มาให้เห็น  สำหรับเขาถือว่านั่นไม่เลวนักในเวลาว่างจัดแบบนี้

แต่...

 

                แมวมาจากไหน?

 

                ถึงจะบอกว่าเชสกำลังตามหาเจ้าของเสียงแหลมเล็กนั่นอยู่ก็เถอะ  ทว่า  ปฏิกิริยาตอบรับของเขาในตอนนี้กลับดูผิดจากคำกล่าวนั้นอย่างสุดขั้ว  เมื่อคนที่ควรจะวิ่งวุ่นตามหาเสียง  กลับมานั่งนิ่งพลิกหน้าหนังสือไปมาอยู่ข้างเตาผิง

                แมวขนสีดำเรียบลื่นตัวหนึ่ง  โผล่ออกมาจากใต้เก้าอี้เตี้ยหลบไว้ในมุมมืด  เชสเหลือบตาดูเจ้าแมวซึ่งด้อม ๆ  มอง ๆ  ป้วนเปี้ยนคอยดูลาดเลาอยู่อย่างนั้น  ไม่ยอมเข้ามาใกล้ซักทีแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาจ้องตัวหนังสือตามเดิม

..ผ่านไปนานมาก  มันจึงเริ่มเยื้องย่างเข้ามา  ตาสีเหลืองฉายแววละล้าละลังอย่างผู้ระวังตัวเสมอจับจ้องมาทางเขาไม่วางตา

 

ในบางช่วงเวลานาน ๆ  ก็จะมีบางสิ่งบางอย่างหลุดลอดเข้ามา  ทั้งที่มีชีวิต  และไม่มีชีวิต   

 

                ความเงียบสงบของเด็กหนุ่มทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเยือกเย็น  และผ่อนคลายลงสำหรับแมวขี้ระแวงตัวนั้น  เพราะเชสไม่ได้เปล่งเสียงด่าไล่  หรือแม้แต่จะขยับตัวก็ยังมีน้อยมาก  เจ้าเหมียวสีดำเยื้องตัวมาล้มหมอบลงอยู่หน้าเตาผิงในระยะค่อนข้างใกล้กับเชส  มันจะไม่ใกล้ไปกว่านั้น  เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมันต้องหนีไม่ทันแน่ ๆ

                เขาชอบมัน..

 

 

ผมคือแมวตัวหนึ่ง  เป็นเท่านั้นจริง ๆ  เพียงแต่ว่าผมน่ะ 

…มีสีที่กลืนไปกับรัติกาล

 

“เฮ้ย!  แมวดำ  เอามันออกไป๊!!”  วันนั้นพ่อค้าขายไม้กวาดหยิบไม้กวาดออกมาไล่  จนมันต้องเผ่นหนีไปให้ไกล

                “อ๊ะ!  แมวดำ  ไอ้ตัวอับโชค”  วันนี้ผู้หญิงผมหยักศก  หน้าแฉล้มคนหนึ่งตะโกนใส่มันอย่างแสบหู

                “เพราะแก! เพราะแกแน่ ๆ  ฉันเลยซวยทั้งวัน  ไอ้แมวดำเอ๊ย!!!”  ผู้ชายอ้วน ๆ  ที่ไม่รู้ไปเปียกโชกมาจากไหนตั้งท่าจะเตะมันออกไป  น่าเสียดายที่ไวไม่ได้เสี้ยวหนึ่ง

 

                ถึงตอนแรกจะไม่ค่อยเข้าใจ  แต่เพียงไม่นานมันก็รู้ว่า  แมวดำที่ว่าก็หมายถึงมัน

                ..ช่างน่าสงสารนัก

               

                แมวดำเจอแบบนี้วันแล้ววันเล่า  พี่น้องแมวตัวอื่น ๆ  สามารถเดินกร่างบนถนนอย่างเฉิดฉายได้ทั้งกลางวัน  กลางคืน  แต่มันกลับเป็นตัวเดียวที่ต้องคอยอยู่ในมุมมืด  แม้ว่าพี่น้องของมันจะยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเป็นครั้งครา  แต่ด้วยกาลเวลา  ในที่สุดก็ทำให้มันกลายเป็นแมวปลีกวิเวก  และเริ่มมองผู้คนอย่างเดียดฉันท์ไป

               

                ...ค่ำนี้ลมหนาวดูท่าจะส่งอิทธิพลยิ่งขึ้นไปอีก  ผู้คนต่างปิดประตู  ปิดหน้าต่างเพื่อซุกตัวเร้นกายเข้าสู่ความอบอุ่นของตัวบ้าน  ไม่ก็ผ้าห่ม  ไม่ก็ชาร้อน ๆ  ซักถ้วย  มีบ้างที่ออกมารวมกลุ่มนั่งผิงไฟเตาถ่าน  ย่างปลา  ปิ้งเนื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ

                แต่ไม่มีใครออกมานั่งข้างนอกคนเดียวโดด ๆ  ในเวลาแบบนี้

 

                นี่แหละมนุษย์  อ่อนแอ  เปราะบาง  และไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยว  ลำพัง  แมวดำคิด  มันเดินเลยผ่านตรงนั้นไปด้วยท่วงท่าทะนงตน  เย่อหยิ่ง

 

เท้าทั้งสี่พาเจ้าของมาจนถึงสนามเด็กเล่นที่ไร้ซึ่ง เด็กเล่น

                ราวกับมีอะไรไปกระทบจุดเล็ก ๆ  ในใจแมวดำผู้สันโดษเข้า  ท่ามกลางความเงียบงัน  สงบนิ่งจนดูอ้างว้าง  ทั้งที่ยามปกติที่นี่จะเต็มไปด้วยสีสัน   ขณะนี้มีแต่เพียงลมหวีดหวิวเท่านั้นคอยอยู่เป็นเพื่อน 

อาจจะเป็นเพราะฝนซึ่งอยู่ดี ๆ  ก็ตกลงมาในวันที่อากาศเย็นเฉียบ  จู่ ๆ  มันก็รู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจ  ก่อนจะตัดสินใจขดตัวเองเป็นก้อนกลมไปในมุมมืดที่ลึกที่สุด...

 

                แมวดำตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วตัว  มันค่อย ๆ  ยกตัวขึ้นแล้วพบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในบ้านของใครบางคน  หลังจากนั้นก็เริ่มสำรวจไปทั่วห้อง  สิ่งที่มันจำได้ครั้งสุดท้ายคือความคิดประมาณว่าน่าจะมีความอุ่นให้มันบ้างนะแต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

                แม้จะเป็นอย่างนั้น  นั่นก็ไม่ได้ทำให้มันลดการระวังตัว

 

แกร๊ก!

 

เสียงประตูดังขึ้น  ความเคยชินสั่งให้สติตื่นตัวเต็มที่  ขนสีดำสนิทตั้งชัน

                “หือ...”  ผู้มาใหม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย  เมื่อเห็นหางสีดำของตัวอะไรซักอย่างหายเข้าไปในมุมมืด  แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเก็บข้าวของพะรุงพะรังออกจากตัว  และจุดเตาผิงให้ค่อย ๆ  ร้อนระอุ

                เชสรู้อยู่แล้วว่าตัวอะไรหลบอยู่  แต่ก็แกล้งเดินเฉียดเข้าไปใกล้  แมวดำผู้อยู่ติดมุมไร้ทางหนีขู่ต่ำในลำคอ  เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน  นิ่งเฉย  แล้วเอี้ยวตัวไปหยิบหนังสือกลับมานั่งอ่านหน้าเตาผิง 

 

                เจ้านี่...คงจะหูหนวก  น่าจะเป็นสิ่งที่มันคิด

 

                เวลาผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน  แมวดำย่างกรายเข้ามาอย่างระมัดระวัง  มันค้นพบบางอย่าง  ที่นี่อากาศลดต่ำกว่าสถานที่ ๆ  มันเคยอยู่มากมายนักเมื่อหลบอยู่ในมุมมืดสนิท  ทว่าเมื่อพ้นเขตมืดมิดนั้นออกมาก็อบอุ่นขึ้นจนรู้สึกดี  ดังนั้นมันจึงได้รับรู้ว่าตัวเองก็มีขีดจำกัดของร่างกายเช่นเดียวกัน

                ..ที่นี่ช่างเย็นเยือกจริง ๆ

                เด็กชายตาสีฟ้าผู้ไม่แม้แต่จะเหลือบมองนั่งนิ่งราวหุ่นปั้น  รอคอยสิ่งมีชีวิตขี้ระแวงตัวหนึ่งอย่างเงียบงัน  นานแล้วที่ไม่มี  บางสิ่ง  หลุดเข้ามาตรง ๆ  ถึงถิ่นใกล้มากขนาดนี้

แมวเป็นสัตว์ซึ่งมักจะสามารถเปิดประตูระหว่างโลกได้อยู่แล้ว  แม้หลายตัวจะไม่เคยรู้  ว่าระหว่างที่มันมุดลอดไปมาระหว่างตรอกซอกซอย  ระหว่างหลังคา  หรือระหว่างท่อซักท่อของตัวเมือง  ในบางครั้งมันได้ฝ่าทางเชื่อมสู่โลกอื่น ๆ  มาแล้วมากมาย  และแมวที่ทำแบบนั้นได้บ่อยครั้งที่สุดจนทำลายสถิติแบบแมว ๆ  มาแล้ว  ล้วนเป็นแมว สีดำ’  แทบทั้งสิ้น

                แมวดำเป็นสิ่งน่าพิศวง  มันใช้ชีวิตท่ามกลางความเชื่อของผู้คน  ไม่ว่าจะเป็นในแง่ดีหรือแง่ร้าย  บางครั้งถูกยกย่องเป็นเทพ  ทว่าในบางครั้งก็ถูกเดียดฉันท์เยี่ยงอสุรกาย  จึงไม่เป็นเรื่องแปลกหากมันอาจจะได้รับการปฏิบัติเหมือนสิ่งแปลกแยกอยู่เสมอจนในท้ายสุดก็ดูเย่อหยิ่ง  และขี้ระแวง

 

..แต่น้อยนักที่จะเชื่อมจนหลุดออกมาจนถึงสถานที่แห่งนี้  โถงแห่งบานประตูทั้งหมด’                 

 

                นานหลายชั่วโมง  เชสขยับตัวลุกขึ้น  เมื่อเห็นท่าทีอ่อนลงของมัน  แต่แค่เพียงขยับ  มันก็กระตุกตัวขึ้นยืนและขู่ต่ำในลำคอ  แม้แววตาจะแฝงความลังเลอย่างเห็นได้ชัด

                “ไม่ต้องกลัวหรอก..”  เชสนั่งยอง ๆ  ห่างกันระยะหนึ่ง  ใบหน้าสงบนิ่ง 

                แมวดำลังเล  เด็กคนนี้ให้ความรู้สึกประหลาด  มันมักจะย้ำกับตัวเองเสมอว่าต่อให้ตายกันไปข้างก็จะไม่ยอมเข้าใกล้ผู้คนเด็ดขาด  และเบื้องหน้าก็คือหนึ่งในนั้น

                ทว่า  เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาสีฟ้าไม่อาจอ่าน  มันกลับรู้สึกสงบ  ราวกับกำลังจ้องมองจักรวาลอันกว้างขวาง  ลึกล้ำไม่สิ้นสุด

                “มาสิ”  คำพูดนุ่มนวลทำให้มันหยุดนิ่ง  และค่อย ๆ  ก้าวเข้าไปหาโดยถอดเกราะคุ้มกันทั้งหมด  เชสอุ้มมันขึ้นนั่งบนตัก  ลูบขนสีดำไม่ได้สะอาดสะอ้านอะไรนักตามฉบับแมวจรอย่างอ่อนโยน  และไม่พูดอะไรอีกเลย

                ...ดีแล้ว  การได้พักบ้างเป็นเรื่องดี

            “เมี้ยว”

                 

            เด็กหนุ่มรู้ว่าวิถีชีวิตของแมวนั้นอยู่ท่ามกลางความเชื่อ  ไม่ว่าจะอยู่หลังประตูบานไหนก็ตาม  โชคร้ายไปหน่อยที่แมวดำตัวนี้ดันเกิดมาท่ามกลางความเชื่ออันร้ายกาจสำหรับมัน  ทั้ง ๆ  ที่ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่แมวตัวหนึ่ง

                ตั้งแต่อดีตกาล  แมวมักจะเดินลอดผ่านไปมาระหว่างมิติ  หรือบางทีก็ประตูระหว่างโลก  คนที่บังเอิญมาพบเห็นเข้าก็รู้สึกนับถือยกย่อง  ไม่ก็หวาดกลัวแมวเหล่านั้นที่ปรากฏตัวแบบครึ่งตัว  เพราะส่วนหัวไปอยู่อีกโลกเรียบร้อยแล้ว  แต่อีกส่วน  ตั้งแต่ลำตัวถึงหางกลับยังอยู่อีกฝั่ง

                เพียงเพราะเหตุผลเท่านี้ก็ทำให้ดูเป็นเรื่องน่าหวาดกลัว  และจะน่าเห็นใจเป็นพิเศษหากแมวตัวนั้นดันอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรเทือกนั้น   ทำนองเวทมนต์  คาถา  หรืออื่น ๆ

                แต่จะว่าพวกเขาก็ไม่ได้เหมือนกัน  เพราะถ้าเช้าวันหนึ่งขณะตื่นนอนมาหมาด ๆ  แล้วได้พบแมวหัวขาดซักตัว  ค่อย ๆ  เดินหายไปตามฝากำแพงห้อง  ไม่แน่คุณอาจจะน้ำลายฟูมปากไปเลยก็ได้...

 

                เชสไม่ใช่คนใจดี  แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้าย  หน้าที่ยังคงต้องยึดถือไว้เป็นที่มั่น  ทุกสิ่งเมื่อจากมาจากที่ของมันก็ควรกลับสู่ที่ของมัน  และนี่คืองานอีกอย่างของเขา 

ส่งจิตวิญญาณคืนสู่ที่ซึ่งจากมา

                โชคดีว่ามันไม่เกิดขึ้นทุกวัน  หรืออย่างมากสุดก็ไม่หลุดเข้ามากันเป็นขบวนเหมือนงานพาเหรด  ไม่อย่างนั้นเชสคงจะได้หัวหมุนกันไปข้าง

                “...แต่มีบ้างก็ไม่เลว”

               

 

                ในขณะที่หนึ่งหลับใหล  อีกหนึ่งก็เริ่มขยับกาย

                เชสเริ่มสะกดรอยตามหาประตูที่เจ้าแมวเปิดเข้ามาเมื่อมันหลับลึกไปตรงเก้าอี้บุนวมหน้าเตาผิงราวกับเหนื่อยมาทั้งชีวิต  เชสใช้กระดาษสมุดถูตัวกับแมวดำตัวนั้นแล้วพับเป็นรูปจรวดที่องศาของปีกเป็นมุมพอดีเป๊ะอย่างน่าทึ่ง  จากนั้นก็  ร่อนมันออกไปเพื่อตามหาบานประตู

                “อืม...” 

เชสตามจังหวะการบินไปเรื่อย ๆ  ในขณะนั่งคร่อมเก้าอี้อยู่  จรวดกระดาษบินไปเรื่อยอย่างเชื่องช้า  เพราะเจ้าแมวตัวป่วนเล่นเดินไปทั่วทั้งห้อง  ดังนั้นการเลือกใช้วิธีนี้จึงเป็นการเสียเวลาพอสมควร  แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีสำหรับแมวดำผู้มีชีวิตแบบตื่นตัวตลอดเวลา

                แม้จะรู้ว่าเป็นไปได้น้อยมาก  แต่เชสก็หวังว่าประตูของแมวตัวนี้คงจะอยู่นอกบ้าน  เพราะไม่งั้นนั่นจะแปลว่า...

                จรวดกระดาษวางตัวเองลงช้า ๆ  ใต้โต๊ะที่ตั้งเชิงเทียนสีทองเอาไว้  เชสก้มลงไปมอง  พบวงเวทเล็ก ๆ  ที่ไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นมาก่อน  ขนาดพอดีกับตัวของแมวดำ เป็นวงเวทที่จืดจางมากจนเกือบมองไม่เห็น

 

                ภาษาประหลาดพออ่านได้ว่า                                                

ความไม่มีหวัง  ที่จืดจาง  อย่างเข้มข้น

 

                เด็กหนุ่มชะงัก  ไม่คิดว่าจะได้เจอคำกล่าวทำนองนี้  เขาขยับยิ้มมุมปากบาง ๆ  แล้วถอนหายใจ

                “เฮ้อ  ประตูเพิ่มขึ้นอีกบานแล้ว”   

..และคงต้องใช้เวลาสักพัก  กว่าประตูแห่งจิตใจซึ่งกำเนิดจากแมวดำจะจางหายไป  ในระยะนี้เขาคงต้องระวังไม่ให้ประตูบานนี้เปิดออกอีกหลังเจ้าแมวกลับไป

                “เอาล่ะเจ้าเหมียว  คงต้องจากกันแล้วล่ะ”

เชสอุ้มแมวดำมาไว้หน้าวงเวท  ไม่รู้ว่ากุญแจดอกนั้นโผล่มาเมื่อไหร่  แต่เชสก็หยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกง  แล้วปลดล็อกวงเวทออกเหมือนบานประตู  และมันก็ดูน่าขำสุด ๆ  เมื่อเขายื่นมือไปเปิดประตูบานเล็กนั้นออก

                “นายกล้ามากเจ้าเหมียวที่มาสร้างประตูถึงในบ้านของผม”  เชสพูด “แต่ว่า...ขออวยพรให้นายพบนะ  สถานที่ที่นายหวังจะได้เห็นน่ะ”

สิ้นคำอวยพรเจ้าแมวที่ยังคงหลับลึกอย่างปล่อยตัวก็กลับไปหลังประตูบานนั้น  ประตูปิดลงไปช้า ๆ  แม้ว่าวงเวทยังคงประดับอยู่ 

เชสอยากให้มันหายไปเหลือเกิน  เพราะหากไม่  นั่นแปลว่าแมวดำตัวนั้นยังอยากกลับมาที่นี่  ที่ ๆ  ใกล้เคียงความต้องการของแมวดำอย่างมัน

                ...ยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่   

 

ความไม่มีหวัง  ที่จืดจาง  อย่างเข้มข้น

               

 

                ฝนตก..

                วันนั้นแมวดำตื่นขึ้นมาในสนามเด็กเล่น  มันอยู่ในมุมมืดของสวนสาธารณะ  เป็นเช้าวันถัดมาหลังจากหลับไปหนึ่งคืน  แล้วฝันถึงบางอย่างที่มันเองก็นึกไม่ออก  มันลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ  และเลียอุ้งเท้ากับขนของตัวเองเป็นการฆ่าเวลา  ...หนาวจนบอกไม่ถูก 

                วันนี้ก็คงจะเหมือนทุกวัน  ถ้ามันไม่ได้รู้สึกว่ามีบางสิ่งต่างออกไป  แมวดำรับรู้อย่างงุนงงว่าตัวเองรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด

                ดังนั้นเมื่อฝนหยุดตกมันจึงตัดสินใจฉลองให้ความรู้สึกนี้ว่า  แม้วันนี้อาจจะซวยกับชีวิตเหมือนเดิม  แต่มันจะขอออกเดินทางใหม่อีกครั้ง 

                ดังนั้นมันจึงมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกโดยการฝ่าผู้คนเมืองที่กรีดร้อง  ขว้างรองเท้าใส่  ตะโกนไล่มันด้วยความตกใจอย่างไม่ใส่ใจ

                จวบจนถึงผืนดินแห่งหนึ่งใกล้ริมทะเลสาบ  มันก็ค่อย ๆ  กลืนหายไปกับอากาศ  เริ่มตั้งแต่หัวไล่ไปเรื่อย ๆ  จนถึงสุดปลายหาง  เหมือนว่าได้ผ่านประตูบางอย่างที่มองไม่เห็น 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา  ก็ไม่มีใครในเมืองได้พบเห็นแมวสีดำสนิทตัวนั้นอีกเลย

 

 

..ณ  โถงรวมแห่งบานประตู  ตรงโต๊ะที่วางเชิงเทียนสีทอง  วงเวทค่อยๆ  เลือนหายไป   

ความไม่มีหวัง  ที่จืดจาง  อย่างเข้มข้น

 

 

 

 

 

 

 

 

<<บทที่ 1  ^หน้าหลัก  >>บทที่3

 

 

 

Facebook

 

การเดินทางของโทมัส # 4

 

                ผมตื่นขึ้นเพราะได้กลิ่นหอมประหลาด  เป็นกลิ่นเย็นๆ  เหมือนกลีบของพืช  ทั้งที่เมื่อเย็นวานยังไม่มีเลยแท้ๆ  รุ่งสางที่ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ามาเล็กน้อย  ผมสลัดความง่วงเหงาที่สะสมมาตลอดการเดินทางทิ้งไป  และออกสำรวจโดยรอบในทันที

 

                ...มันคือทุ่งสีดำ

 

                ภาพที่เห็นทำเอาผมเบิกตากว้างอย่างฉงน  ทุกทิศทางเต็มไปด้วยดอกไม้กลีบดำ  แม้จะมีสีอื่นแซมบ้าง  แต่พอมองรวมๆ  อย่างนี้  สีที่หม่นทะมึนนั้นกลับกลบสีสันอื่นให้มลายไปหมดสิ้น  กลิ่นหอมที่ผมรู้สึกถึงย่อมมาจากพวกมันโดยไม่ต้องสงสัย

                ผมตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ต่อ  และกำหนดช่วงเวลาตรวจสอบไว้ในหนึ่งสัปดาห์

บางอย่างในสายเลือดทำให้ผมสงสัย  ทำไมเมื่อคืนผมจึงไม่ทันสังเกต?  แม้จะเป็นดอกไม้  แม้จะพลาดไปบ้างเรื่องสีสันของพวกมัน  แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ผมไม่ควรจะลืม

 

ความจริงแล้วมันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่อาจจะลืม

 

 

                ...ที่นี่คือสุสาน

               

 <<การเดินทางของโทมัส#3  สารบัญ^  การเดินทางของโทมัส#5>>

 
 
 

การเดินทางของโทมัส #3

 

            ค่ำแล้ว...อุณหภูมิกำลังลดต่ำลง  ผมซึ่งเป็นนักเดินทางจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนึกขอบคุณผู้สร้างเพิงไม้เล็กๆ  หลังนี้ขึ้นมา  เขาอาจจะสร้างเพื่อเป็นจุดแวะพักของนักเดินทาง  หรืออาจจะสร้างเพื่อตัวเอง  แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างหลัง  ผมผู้ถือวิสาสะเข้ามา  ก็ได้ประโยชน์จากการลงแรงของเขาอยู่มากทีเดียว

            ค่ำคืนอันตรายเสมอสำหรับมนุษย์  ผมก็คือหนึ่งในนั้น  คนๆ หนึ่งที่ตัดสินใจออกเดินทางยามมืดค่ำเพียงคนเดียวแบบนี้  กำลังนึกอะไรอยู่?

            ...ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก

            เสียงลมแทรกผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง  พลังวิญญาณที่เก็บไว้ตามสิ่งของแปรสภาพต่างๆ  ถูกถอนออกมาใช้ส่วนหนึ่งก่อนที่ผมจะหลับตาลง

            ความคิดหนึ่งที่ไหลเข้ามาก่อนจะหลุดเข้าสู่ห้วงฝัน  คือภาพร่างกายที่โปร่งแสงของชายชรา  ผมไม่ควรจะเห็น  ตาข้างซ้ายนั้นปกติ  ผมไม่มีทางเห็นชายผู้นั้นในขณะที่ตาอีกข้างยังถูกผนึก  หากไม่ใช่เพราะดวงตานี้  ก็เป็นเพราะความประสงค์ที่อยากจะเผยกายของของดวงวิญญาณ

 

 

            ...เขาต้องการพบผม?

 

 

 

To   be  continue…

 

 

 

<<การเดินทางของโทมัส#2  ^lสารบัญ  การเดินทางของโทมัส#4>>

edit @ 11 Jul 2014 22:03:33 by ซุปไก่

Categories