บทที่  1  เชส

 

เป็นสม่ำเสมอที่เด็กหนุ่มจะออกมาปัดกวาดเช็ดถู  ทำความสะอาดทุกส่วนของบ้าน  บ้านเพียงหลังเดียวของเขาที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนานแสนนาน  ตราบเท่าชีวิตนี้จะผกผันไปสู่เส้นทางอื่น... 

 

เชสจะเริ่มต้นทุก ๆ  วัน  ด้วยการต้มน้ำร้อนในกาน้ำชาใบเก่าที่ทุกวันนี้ยังคงขึ้นเงาวับเหมือนครั้งแรกเริ่มต้นใช้  บ้านไม้เล็ก ๆ  ของเขาไม่ค่อยจะได้ต้อนรับแขกสักเท่าไหร่นัก  และเจ้าของบ้านก็ไม่เคยดิ้นรนจะให้ใครมาเยี่ยมเยียน

...เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งมีเวลาของมัน

เชสกรอกน้ำร้อนเข้าไปในกระบอกน้ำสีเงินขนาดพกพาอย่างช้า ๆ  ข้างกันนั้นมีทั้งหินเหล็กไฟ  เทียน  และอีกหลายอย่างซึ่งจะสามารถเปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความสว่างไสวได้  แต่เรื่องน่าฉงนจริง ๆ  มันอยู่ถัดจากนั้น  ในเมื่อของแต่ละอย่างดูราวกับว่ามาจากคนละยุคละสมัยแทบทั้งสิ้น

น้ำหยดสุดท้ายถูกส่งเข้าไปภายในจนหมด  แม้ว่าขนาดของตัวกระบอกไม่น่าจะสามารถรองรับน้ำในกาได้ทั้งหมดแท้ ๆ 

มือจัดแจงเก็บสิ่งของทุกอย่างลงไปในกล่องเครื่องมือ  ทว่า  ดูท่าจะไม่ใช่แค่สำหรับเก็บอุปกรณ์พวกค้อน  หรือตะปูเสียแล้ว  ในเมื่อทั้งกระบอกน้ำ  สมุด  หรือแม้แต่หมวกใบใหญ่  ก็ถูกยัดใส่ลงไปด้วยพร้อมเพรียง 

ไม่น่าเชื่อเลยว่า  สิ่งของมากมายจะลงไปอยู่ในกล่องใบเล็ก ๆ  เท่านั้นได้

...แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

เสื้อคลุมถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง  สภาพเมื่อครั้งแรกเป็นอย่างไรปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น  เชสจุดตะเกียงเจ้าพายุอันเก่าแก่  เทน้ำมันลงไปในถ้วยรองอย่างใจเย็น  ทว่าไฟกลับติดอย่างรวดเร็ว  ตะเกียงเจ้าพายุที่ใช้เวลาเดือดไวมากจนดูแปลกประหลาดปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ  ด้วยตัวของมันต่ออย่างคล่องแคล่ว  แสงสว่างลุกพรึ่บเบิกโพลงอย่างฉับพลันโดยเชสเองไม่ได้ทำอะไรมากนักเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาจะต้องออกจากบ้านแล้ว 

เขาเปิดบานประตูออกไปอย่างเชื่องช้าราวกับลังเลหากจะต้องจากไป

 

“ผมไปก่อนนะครับ” 

พูดคำนั้นซ้ำอีกครั้ง  แม้จะเห็นชัดเจนว่านอกจากตัวเองแล้ว  ก็ไม่ได้มีใครอยู่อีกเลย...

 

 

หมอกหนาลอยคว้างทั่วอากาศ  อากาศเย็นแน่นิ่งแทบจะทำเอาเลือดในกายจับตัวแข็ง   หากเขาคนนั้นไม่ใช่เชสแล้วล่ะก็  มีหวังได้แข็งตายในไม่ช้าแน่ ๆ 

ปกติหมอกไม่ได้เป็นปัญหาต่อการมองเห็นของเด็กหนุ่มเท่าไหร่นัก  ทว่าในวันอากาศขมุกขมัวมากแบบนี้  การถือตะเกียงเจ้าพายุมาด้วยก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ในโลกซึ่งถูกขนาบซ้าย  ขวา  บน  ล่าง  ไปด้วยบานประตู  ผู้ถือกุญแจทุกดอกนั้นคือเขา  และจำเป็นต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด  เพราะสิ่งที่เขาเก็บไว้ในกำมือนี้  สามารถส่งผลกระทบต่อสมดุลทั้งหลายได้มากมายทีเดียว

และที่นี่ยังเป็นบ้าน

“..เย็นจัง”  ควันขาวพวยพุ่งออกจากปากยืนยันคำพูดได้เป็นอย่างดี  เขากระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัวแน่น 

แม้ว่าจะสามารถทนกับสภาพเยือกแข็งได้ขนาดไหน  แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความรู้สึกไปเสียทีเดียว  เขายังคง

หนาวสั่นได้  และผิวซีด ๆ  ก็มักจะมีสีแดงเจือขึ้นมาเสมอเมื่ออากาศติดลบมาก ๆ  อย่างเช่นตอนนี้

แก้มของเชสเจือสีแดงเรื่อคล้ายถูกตบหน้า...

วันนี้เด็กหนุ่มถือลูกกุญแจมาเพียงดอกเดียว  ลูกกุญแจถูกสร้างขึ้นจากโลหะเย็นเยียบไม่แพ้อากาศ  ลวดลายอ่อนช้อยสานทับกลับไปกลับมาจนน่าทึ่ง  มันสวยมาก  เหมือนเป็นเครื่องประดับที่สร้างมาเพื่อราชสกุลวงศ์ซักองค์

ทางที่กำลังรีบบึ่งไป  มีบานประตูรอคอยกุญแจโลหะดอกนี้อยู่ 

ขาทั้งสองข้างก้าวฉับ ๆ  ตัดผ่านหมอกขาวหนาทึบโดยไร้ความรู้สึกหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น  ตะเกียงเจ้าพายุลุกโชติสว่างไสวมากจนอดชื่นชมไม่ได้  ไฟจากน้ำมันตะเกียงไม่มีทีท่าว่าจะดับ  หรือริบหรี่ลง 

ประตูบานหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมาสู่สายตา  ณ  กึ่งกลางจุดโฟกัสของแสงไฟ  เชสตรงเข้าไปหาโดยไม่ลังเล

 

...ประตูบานเดียวที่ให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลูกกุญแจ

 

มันเป็นศิลปะอันงดงามอ่อนช้อย  จนไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากเหล็กกล้า  เหล็กอันกล้าแกร่งนี้  หลายส่วนถูกรีดจนบางแล้วดัด  สลักลวดลายโค้งงอ  สานทับกันไปมาจนดูเหมือนถูกสร้างจากการทอสานของเส้นใยผ้าไหม  แต่เพราะมันมีความวาววาม  และคงทนแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้  ทำให้ต้องยอมรับอย่างเต็มตื้นว่านี่คือโลหะ  แถมเป็นชนิดทนทานพิเศษเสียด้วย

ยิ่งเข้าไปใกล้  บานประตูก็ยิ่งใหญ่ขึ้น  และชัดเจนขึ้น  เท้าของเชสหยุดลงหน้าประตูแสนงดงามบานนั้น  ก่อนจะเงยหน้า  ใช้สายตาไล่ไปตามความใหญ่โตของตัวสิ่งก่อสร้างอันวิจิตร  ประตูบานใหญ่ยักษ์สลักลวดลายอ่อนช้อย  เมื่อดูในระยะใกล้ ๆ  ก็เล่นเอาคนทั่วไปแข้งขาสั่นด้วยความโอ่อ่าน่าเกรงขามได้ 

เหมาะสมยิ่งนักที่ใช้เหล็กกล้าสร้างสรรค์ขึ้นมา

...ความงามอันน่าเกรงขาม

ตาสีฟ้าไล่ประเมินสภาพของประตูโดยรวม  มันไม่ขึ้นสนิม  แต่ท่าทางจะดูหม่นหมองลงจากตอนแรกเริ่มมากเป็นแน่  และนี่คืองานของเขา  ดังเช่นรุ่นก่อน ๆ  เคยทำมา

 

...ปรับปรุงสภาพ

 

“สวัสดี”  เชสทาบมือลงกับบานประตู  พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  “ผมมาเยี่ยมล่ะ”

ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนอกจากความเงียบงันปกคลุมอยู่รายรอบ

“เฮ้...”  เขาเลื่อนตัวไปแนบกับบานประตู  รู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยพบกันมาก่อนแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรก  มืออีกข้างซึ่งเคยถือตะเกียงไว้ปล่อยออกมาทาบกับเหล็กกล้าอันอ่อนหวานนั้น  ตะเกียงคล้อยเคลื่อนวางตัวลงกับพื้นที่ทั้งบริเวณถูกปูทับไว้ด้วยหินอ่อน

“พ่อผมเคยบอกให้มาเยี่ยมเธอแน่ะ  ...ลิน

เชสพึมพำแผ่วเบา  หูซึ่งแนบกับประตูบานมหึมาได้ยินเสียงของฟันเฟืองลั่นภายในอย่างแจ่มชัด  ราวกับว่ามันคือหัวใจที่สูบฉีด  กุญแจโลหะในกระเป๋าเสื้อลอยคว้างออกมา  ทอแสงสีเงินจาง ๆ  ทาบทับลงกับบานประตู  แล้วกลืนหายไปเป็นผืนเดียวกัน 

แกร๊ก! 

ในวินาทีที่เสียงกลอนถูกปลดออก  ลมอ่อนหวานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฤดูใบไม้ผลิก็โชยผ่านมาบางเบา  โอบล้อมจนอากาศหนาวยะเยือกจางหายไปจากความรู้สึก เด็กหนุ่มเผลอหรี่ตาลงเนื่องจากสภาพอากาศอันไม่คุ้นชิน  ความอบอุ่นหาได้ยากยิ่งในโถงรวมของประตูทุกบานแห่งนี้ 

 

ดั่งเป็นมนต์สะกด  เชสปิดเปลือกตาลง...

 

 

“...ไม่ได้ยินชื่อของตัวเองมานานเหลือเกิน” 

 

เสียงหนึ่งหลุดเข้าสู่ภวังค์  เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นก่อนจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากสีทอดยาวไร้อาณาเขตออกไปสุดลูกหูลูกตาจนต้องตกตะลึง  แสงสว่างสาดส่องลงมาบาง ๆ  ดูแปลกตายิ่งสำหรับผู้ซึ่งถูกรายล้อมด้วยบรรยากาศหม่นทะมึนของเหมันต์ฤดูกาลตลอดเวลาอย่างเขา  เสียงใสแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณแลดูยาวนาน  และเงียบเหงา  แม้ว่าบรรยากาศรายรอบจะสดใสเกินบรรยายถึงเพียงนี้

เชสรีบซ่อนดวงตาของตนเองที่กำลังสั่นระริก

“ตรงนี้  ...หันมาสิ”   เสียงอันไพเราะให้ความรู้สึกคุ้นชินอย่างประหลาด  เชสหันไปทางต้นเสียงเพื่อพบกับประตูบานหนึ่ง  ประตูบานใหญ่บานเดิมแต่ฉากหลังได้เปลี่ยนไปแล้ว

ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ  ภาพตรงหน้าทำให้แววตาสีฟ้าสั่นไหวยิ่งขึ้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย  ทุ่งดอกไม้อันอ่อนหวานทอดตัวยาวไกลออกไปทุกทิศทาง แม้จะมีหลากสีสัน  แต่พอมารวมตัวกันมากมายแบบนี้  ก็กลับกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว  ไม่แปลกแยก 

ขณะทุกสิ่งราวกับจะกลืนเป็นเนื้อเดียว  ประตูบานใหญ่ยักษ์ตั้งเด่นตระหง่านแตกต่างออกไป  ความขัดแย้งผลักดันให้กันและกันสวยงามโดดเด่นขึ้นไปอีก

เชสเดินตรงไปยังบานประตู  และทาบทับมือลงแนบอีกครั้ง  ทว่าครั้งนี้กลับจ้องมองแน่นิ่ง  ไม่ได้พริ้มตาหลับเหมือนก่อนหน้า

“เสียงของคุณสินะ..”  เขาพูดแผ่วเบา  น้ำเสียงอ่อนโยนขัดกับดวงหน้าเรียบเฉยเป็นภาพที่น่าเอ็นดูอย่างยิ่งสำหรับคนอายุเพียงเท่านี้

เสียงฟันเฟืองจากตัวประตูดังกระตุกแปลก ๆ  เหมือนเสียงหัวเราะของผู้อาวุโสกำลังมองผู้น้อยกว่าอย่างขบขัน

ทันใดนั้น  เหล็กกล้าได้หลอมรวมตัวเองลงมา  เชสก้าวถอยหลัง  เฝ้ามองของเหลวโลหะสีเงินค่อย ๆ  ก่อตัวเป็นรูปทรงของเด็กหญิงคนหนึ่ง  เธอผู้มีร่างกายเป็นสีเงินวาววามคือผลงานจากโลหะ 

เด็กหญิงตัวน้อยกระพริบตา แย้มรอยยิ้มไสวเยือกเย็น

“...ตาของท่าน  เหมือนเขาจังเลย”

เชสไม่ได้ตอบอะไร  เขานั่งคุกเข่าลงเพื่อให้สามารถมองเด็กผู้หญิงคนนั้นในระดับเท่ากัน

เขาที่เธอว่าคงหมายถึงพ่อ..  เด็กหนุ่มคิด

เชสมองเด็กหญิงไม่วางตา  ประตูในรูปแบบเช่นนี้เขาเองก็พึ่งเคยพบเป็นครั้งแรก  เด็กหนุ่มรู้ดีว่าพวกเขาพิเศษแตกต่างกัน  และทุกบานล้วนแต่มีจิตวิญญาณแห่งตนประดับตัวไว้  แต่นี่คือครั้งแรกที่ได้เห็นบานประตูหลอมรวมตัวเองลงมา

ยังมีหลายอย่างที่เชสไม่เคยรู้...เขายังเด็กนัก

“คนที่เท่าไหร่หรือ”  เด็กหญิงผู้ให้ความรู้สึกแก่กว่ามากเอื้อมมือสีเงินเรียบแข็งมาสัมผัสแก้มทั้งสองข้างของเขา  เธอฉีกยิ้มเบาบาง  “..บางครั้งเวลาก็ทำให้ผู้คนลืมเลือนลำดับได้เช่นกัน”

“หนึ่งร้อย”  เชสตอบ  “ผมเป็นคนที่หนึ่งร้อยสำหรับสถานที่นี้”   

เด็กหญิงยิ้ม  สัมผัสจากฝ่ามือซึ่งควรจะเย็นเยียบกลับอบอุ่น  เสี้ยววินาทีหนึ่งเมื่อสบตาสีเงินวาววับของลิน  ได้พาให้ความคะนึงหาแปลกประหลาดแล่นเข้าสู่โสตประสาท 

..ลมโชยวูบหนึ่งพัดผ่านไปเร็ว ๆ  จนผมสีน้ำตาลปลิวสะบัดไปเบื้องหลัง

เด็กหนุ่มสะดุ้ง  แล้วรีบรำลึกถึงเหตุผลที่ทำให้ตนดั้นด้นมาถึงนี่

“ขอโทษ”  เชสยังคงใช้สายตาเฉย ๆ  นั้นมองอีกฝ่าย  “ผมเป็นฝ่ายมาหาแท้ ๆ  ดันเหม่อซะได้”

“ไม่เป็นไร  นั่งลงสิ”

ม้านั่งสร้างขึ้นจากรากไม้สีน้ำตาลยักษ์ใหญ่ชอนไชมาจากที่ไกลแสนไกลนั่งได้สบายพอดิบพอดีตัว  เชสพินิจอย่างสนใจอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะนั่งลงหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยแน่นิ่ง  มือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปกุมมืออีกฝ่ายไว้  ลินเบิกตาเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ  ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นรอยยิ้มอันยาวนานอีกครั้ง

 

เป็นผู้เฝ้าที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น ๆ  นัก

 

“อยากฟังอะไรจากผมมั้ยครับ...”  รอยยิ้มแต่งแต้มบนหน้าเด็กหนุ่มเป็นสิ่งที่จิตวิญญาณแห่งบานประตูไม่คิดว่าจะได้เห็นจากเด็กหน้าตายอย่างเขา  ในห้วงความทรงจำอันยาวนานของลิน  ไม่มีคนไหนให้ความรู้สึกแห่งชีวิตได้มากถึงเพียงนี้

..ผีเสื้อสีเหลืองสองตัวบินฝ่าทั้งคู่หายลับไป

ลินตอบรับด้วยการพยักหน้า  เด็กหนุ่มจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวแต่ละวันในชีวิตไม่นานนักของตนเอง

ในความคิดชองเชส  ชีวิตจืดชืดอย่างนี้  เมื่อต้องมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง  น่ากลัวว่าจะทำให้เบื่อหน่ายเสียมากกว่า  แต่เขาก็ยังคงเล่าต่อไปสลับกับการสังเกตเด็กหญิงผู้ไม่อาจคาดเดาว่าอายุห่างจากตนสักกี่โกฏิปี   

บางทีอาจจะเป็นการหยาบคายด้วยซ้ำ หากจะมาพิจารณาเด็กหญิงผู้มีรอยยิ้มสีเงินยาวนานเช่นนี้

อยู่ ๆ ลินก็หัวเราะ

“ฮะ ๆ  เธอเนี่ยจริงจังจังเลยนะ”

เชสเงียบไม่ได้โต้ตอบ  แต่อมยิ้มละมุนบริสุทธิ์ให้ เขาขยับกายก้มลงหยิบกล่องเครื่องมือขึ้นมาวางบนตัก  ฝากล่องดีดตัวเปิดออกอย่างว่องไว  แม้จะบอกว่าตัวเขาเป็นช่างซ่อมประตู  แต่ในสายตาคนนอกแล้วคงจะมองว่าเชสรับงานจิปาถะเสียมากกว่า 

มือควานหาลึกเข้าไปจนสุดกล่องเครื่องมือ  คว้าเอาสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลเก่าพอสมควรออกมาได้เล่มหนึ่ง  มันเป็นของผู้เฝ้าประตูคนก่อนหน้า

“..ของพ่อผมล่ะ” 

บนปกมีประโยคเขียนไว้ด้วยลายมือหวัด ๆ  พออ่านออกว่า   

บันทึกของ .ชาไน.

“อืม..  อ่านสิ” 

บันทึกได้ถูกเริ่มประโยคแรกขึ้น  ผ่านริมฝีปากของเด็กหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าสว่างไสว..

 

 

เสียงของเด็กคนนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่น  ขัดเกลาสนิมของจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง  ความจริงแล้วจิตแห่งบานประตูอย่าง ลิน นี้   มิได้ต้องการฟังเนื้อความของบันทึกอย่างตั้งใจอะไรนัก  เพียงแต่ระยะเวลาอันยาวนาน  การได้พูดคุยกับใครซักคนเป็นอะไรที่ทำให้หายเหงาได้ดีเหลือเกิน  และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริง

ท่ามกลางห้วงแห่งความทรงจำอันยาวนาน  รายละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ  ในบางครั้งก็ลืมเลือนไปนานมากแล้ว..

ครั้งหนึ่งเมื่อนานแสนนานมีใครบางคนได้ถามคำถามกับเธอไว้ 

“เจ้าจะ..”  เสียงละมุนเอ่ยถาม 

แม้จะจำเนื้อความนั้นไม่ได้  แต่ ลิน แน่ใจว่าตนได้ตอบรับคำด้วยประโยคหนึ่งออกไป

 

“...ได้สิ  ไม่มีปัญหาหรอก”

 

 

เชสมาหยุดยืนตาค้างอยู่หน้าบานประตูท่ามกลางอากาศหนาวเย็นยะเยือกเมื่อใดไม่ทราบ ความรู้สึกสุดท้ายจำได้เพียงว่าเมื่อบรรทัดสุดท้ายของบันทึกจบลง  มือก็ปิดสมุดลงช้า ๆ  หลังจากนั้นถึงพบว่าตัวเองกลับมายืนอยู่จุดเดิมซึ่งมาถึงในครั้งแรก 

เหลือบมองไปยังบานประตูเหล็กกล้าอันใหญ่โต  เห็นชัดว่ามีสภาพสมบูรณ์งดงามกว่าในตอนแรกจนเทียบไม่ติด 

ธุระวันนี้เสร็จสมบูรณ์

“ลิน” 

พึมพำออกมาแผ่วเบา  ฟันเฟืองในบานประตูขยับเคลื่อนไหวคล้ายตอบรับ  ก่อนจะเบาบางลงมากจนไม่อาจได้ยินอีกในระยะถอยห่างออกมา

ภาพสุดท้ายที่จำได้  คือรอยยิ้มของโลหะที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่เชสพอจะนึกออก 

เด็กหนุ่มเหม่อลอยจับนิ่งมองบานประตูสูงตระหง่านอันวิจิตรงดงาม  ไม่อาจสลัดความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดซึ่งแผ่ซ่านไปจนทั่วอณูร่าง 

หิมะหนึ่งตกลงกระทบเข้าสู่ดวงตาที่กำลังเลื่อนลอย  เชสสะดุ้งเล็ก ๆ จนแววสีฟ้าลุกวาบ  เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ซักพัก  ก่อนจะหยิบกล่องเครื่องมือขึ้น  อีกข้างจับตะเกียงเจ้าพายุไว้มั่นไม่ได้ปล่อยตั้งแต่คราวแรก  พลิกกายหันกลับสู่เส้นทางที่ผ่านมา

 

..ได้เวลาต้องไปจดบันทึกของเขาแล้วเช่นกัน

 

ผ้าคลุมสีน้ำตาลคลุมมิดตั้งแต่ใบหน้าจนกระทั่งลำตัวปลิวสะบัดไปเบื้องหลัง  ดูท่าว่าพายุหิมะจะก่อตัวขึ้นเสียแล้ว

บนทางเดินที่รอยเท้าของเชสถูกกลบทับด้วยหิมะอยู่ด้านหลัง  ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุที่ไม่เห็นทางว่าจะดับมอด  เป็นภาพของประตูอันตระการตาที่สุดจนไม่กล้าจะลืมเลือน  แม้ว่าตอนนี้กำลังเลือนหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็วกับพายุพัดผ่านไขว้ทับกันจนหนาทึบเหมือนไม่ต้องการให้ใครอื่นนอกจากนี้เข้ามาพบเห็นอีก

 

ท่ามกลางพายุที่ทำเอาสภาพอากาศขุ่นมัว  และเริ่มกลายเป็นพายุหมุน  ณ  ใจกลางนั้นปรากฎท้องฟ้าที่แจ่มใสที่สุด  และผลงานที่แข็งแกร่งแต่อ่อนช้อยงดงามที่สุด  เสียงฟันเฟืองเลื่อนลั่นจากภายในกำลังบอกกล่าวด้วยความหวังที่อาจจะได้พบกันอีกครั้ง  พร้อมรอยยิ้มว่า...

 

 

“..พ้นไปอีกคนแล้วสินะ”

 
 
 
 
.......
 

edit @ 9 Jan 2015 18:28:41 by ซุปไก่

Comment

Comment:

Tweet

Categories