การเดินทางของโทมัส # 2

 

เป็นตามที่ชายคนนั้นบอก  พอตกเย็นชาวเมืองก็ปิดประตู  และหน้าต่าง  ทิ้งทั้งเมืองให้ดูร้างภายในเวลาไม่กี่นาที  ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดที่นี่จึงยังเป็นแค่เมืองเล็กๆ

กลิ่นอายทั้งหลายก็ยังให้ความรู้สึกสามัญอยู่มาก

เย็นวันนั้นผมตัดสินใจไม่เข้าที่พัก  และมานั่งเล่นเกมอยู่ตรงมุมหนึ่งของอุโมงค์เมือง  รอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาย่ำค่ำอย่างนี้  แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก  มีเพียงภาพเมืองร้างกับเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านช่องอิฐแตกๆ 

แต่การสำรวจก็ทำให้ผมเข้าใจในเรื่องหนึ่ง ...การที่ชาวเมืองจุดไฟตั้งแต่กลางวัน  ก็เพื่อที่จะได้มีผลึกแก้วสว่างไสวอยู่แทนที่ในยามพลบค่ำโดยพวกเขาไม่ต้องออกมาจุด  หรือกังวลว่าไฟจะดับมอดในคืนนั้น

อะไรกันที่ทำให้ชาวเมืองหวาดกลัวถึงเพียงนี้?

ความเย็นที่เพิ่มขึ้นตามความมืด  และไฟจากผลึกแสงในตะเกียงที่เริ่มทอแสงชัดแจ้ง  ทำให้ผมรู้ว่ามันดึกมากแล้ว  และก่อนที่จะถอดใจเดินออกจากโค้งอุโมงค์ไป  เสียงดังเหมือนพายุลูกใหญ่ๆ  ก็ดังขึ้นอยู่เบื้องหลัง  ผมหันกลับไปมองทันที

ลมแรงกระหน่ำซัดผ่านร่างผมไปอย่างไม่ปราณี!

หัวใจของผมแทบจะกระโดดออกมาเต้นข้างนอก  มือเปิดผ้าคาดที่ผนึกดวงตาข้างขวาของผมไว้  ฉากที่พบเห็นทำเอาความรู้สึกลิงโลดยิ่งกว่าสิ่งใด  ดวงวิญญาณเป็นพันๆ  ดวงกำลังสาดเทผ่านอุโมงค์เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย  สิ่งเดียวที่ประคองร่างกายของมนุษย์ผู้หนึ่งไม่ให้แตกสลายดับสูญไป  คือพลังวิญญาณที่ถ่ายเทโอบล้อมไว้รอบกาย

เครื่องเล่นในมือกลับกลายเป็นเพียงบันทึกเล่มหนึ่ง

ผมรู้ซึ้งในทันที

เมืองนี้คือเส้นทางเดินของวิญญาณ

 

"ส..สุดยอด" ผมเผลอเอ่ยเสียงแปร่งๆ  ออกมา  "ปล่อยไว้แบบนี้ดีกว่ามั้ง?"

 

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  ...ถ้าไม่มายืนเล่นตรงทางอุโมงค์ตอนกลางดึกก็จะไม่มีใครถูกพรากวิญญาณไป  พรุ่งนี้ค่อยบอกทุกคนก็แล้วกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

          .

          .

เอาเป็นว่าคราวหน้าผมจะมาเที่ยวที่นี่อีก  เยี่ยมเลย!

 

 

 

 
 
 
 
 
 

 

 

edit @ 23 Dec 2015 15:02:21 by ซุปไก่

Comment

Comment:

Tweet

Categories